นั่งมอง ดู ทะเล ไกวเปล แกว่งไป
เสียงคลื่น ลมซัดใส่
ไหวใจ ให้ เอนเอียง
…..
นั่งมอง ดู ทะเล ว้าเหว่ กว้างไกล
ออกเรือ ออกไป
พัดใหญ่ เจ้าคลื่นลม
…..
เหม่อมอง ทะเลไกล มองฟ้าใหม่ หมุนเวียน
คลายใจ ขื่นขม แปรเปลี่ยน
ผืนทรายเวียน ซัดซา
นั่งมอง ดู ทะเล ไกวเปล แกว่งไป
เสียงคลื่น ลมซัดใส่
ไหวใจ ให้ เอนเอียง
…..
นั่งมอง ดู ทะเล ว้าเหว่ กว้างไกล
ออกเรือ ออกไป
พัดใหญ่ เจ้าคลื่นลม
…..
เหม่อมอง ทะเลไกล มองฟ้าใหม่ หมุนเวียน
คลายใจ ขื่นขม แปรเปลี่ยน
ผืนทรายเวียน ซัดซา
ตาดู หูฟัง ปากพูด มือเขียน
บนโลกใบนี้ มีอะไรเป็นคู่ๆ มากมาย
ไม่ว่าจะ มนุษย์ ชาย-หญิง
กลางวัน — กลางคืน ดวงอาทิด — ดวงตะวัน
อวัยวะ…เป็นคู่แขนสองข้าง ขาสองข้าง ตา2ข้าง หู2ข้าง แม้แต่จมูก ก็ รูซ้ายขวา
ปากก็ยัง มีสอง คือ ปากบนกับปากล่าง
555
มีคนบอกว่าใรตั้งใจ ฟัง มากกว่าที่จะ พูด
การฟังไม่ต้องหัดฟัง เราฟังได้ตั้งแต่เกิด แต่การพูดเราต้องหัดพูด ทั้ง ภาษา ออกเสียง พูด ไพเราะ ชัดเจน ถูกต้อง ไม่โกหก พูดให้คนเชื่อถือ พูดเรื่องดีดี ไมม่พูดนินทาว่าร้าย ฯลฯ
การฟังทำให้เราได้รับข้อมูล แต่การพูดเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชนืรึว่าไม่เป็นก็ได้
ดังนนั้นเราจึงควรเรียนร฿ที่จะฟังอย่างมีสติ และฟังให้เข้าใจ ตีความหมายของสิ่งที่ฟังอย่างถูกต้อง ก็ จะทำให้เราได้รับประโยชน์อยากการฟังได้มากขึ้นทีเดียว
การอ่านทำให้เราได้รับความรู้ได้มาก…ไม่เชื่อลองดู
การอ่าน ทำให้เราใช้ ตาดู หัวคิด บางคนอาจมีนิ้วชี้ อ่านออกเสียงหรือว่าอ่านไม่ออกเสียงก็ได้ ซึ่งก็ล้วนแต่ ทำให้เราสร้างความคิดขึ้นมาทั้งนั้น
เวลาอ่านแต่ละคนจะมีเทคนิคการอ่านที่ไม่เหมือนกันในการอ่านให้เข้าใจในเรื่องนั้น…
เพราะการที่จะอ่าน ให้รู้เรื่องถ้วนถี่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนกันหน่อย..
บางนจึงต้องอ่านซ้ำไปซ้มากับข้อความเดิมๆ เพื่อให้ คิด และ เข้าใจ แต่บางคนอาจเพียงครั้งเดียวก็ คิดเข้าใจได้แล้ว
นิสัยของบางคนก็ชอบ อ่านหนังสือเวลาเข้าห้องส้วม บ้างก็ ก่อนนอน บ้างก็ตอนเช้าตรู่ ถ้าไม่ได้อ่านก็ อาจจะทำภารกิจนั้นไม่ลื่นไหล นอนก็ไม่หลับ รึรู้สึกไม่ชิน…
1. ปิด ทีวี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต mp3 มีสติอยู่กับหนังสือ
2. นั่งสมาธิสัก 5 นาที
3. อ่านหนึ่งรอบ แล้วสรุป โดยไม่เปิดหนังสือ
4. เช็คคำตอบ
5. อ่านอีกหนึ่งรอบ
6. สรุปใหม่ เปิดหนังสือได้เอาไว้อ่าน
7. ถ้าทำเป็น Mind Mapping จะอ่านง่ายขึ้น
8. มีเอกสารอะไรที่ครูแจก อย่าคิดว่าไม่สำคัญ
9. ท่องในส่วนที่ครูพูดย้ำบ่อยๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง/คาบ
10. ก่อนวันสอบ ห้ามหักโหมอ่านหนังสือถึงเที่ยงคืน เพราะสมองจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
เคล็ดลับการอ่านหนังสือสอบ
วิธีอ่านหนังสือ แบบว่าอยากสอบผ่าน….
1. คนที่อ่านหนังสือคนเดียวมักจะเสียเปรียบ คนที่อ่านเป็นกลุ่มมักจะได้เปรียบ เนื่องจากอ่านคนเดียวอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน หรืออ่านไม่ตรงจุด หรือ(บางคน)อาจอ่านไม่รู้เรื่อง ถ้าอ่านเป็นกลุ่มโอกาสอ่านผิดจุดจะยากขึ้น และยังพอช่วยกันฉุดได้
** แต่วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับคนชอบแชตนะค่ะ อิอิ
2. ควรอ่านเองที่บ้านก่อน 1 รอบ และจับกลุ่มติว เสร็จแล้วกลับไปอ่านทบทวนเองที่บ้านอีก 1 รอบ (ต้องรับผิดชอบตัวเอง)
3. ผลัดกันติว ใครเข้าใจเรื่องใดมากที่สุดก็ให้เป็นผู้ติว ข้อสำคัญ อย่าคิดแต่จะเป็นผู้รับอย่างเดียว จงคิดว่าเป็นผู้ให้ก่อน แล้วคนอื่น (ถ้าไม่แล้งน้ำใจเกินไป) ก็จะให้ตอบเอง
4. ผู้ติวจะได้ทบทวนเนื้อหา และจะรู้ว่าตัวเองขาดอะไร บกพร่องอะไร จากคำถามของเพื่อนที่สงสัย บางครั้งเพื่อนก็สามารถเสริมเติมเต็มในบางจุดที่ผู้ติวขาดหายได้
5. การติวจะทำให้เกิดการ Share ความคิด และฝึกวิธีทำงานร่วมกับผู้อื่น ช่วยพัฒนาทั้งด้าน IQ และ EQ (อ่านเองจะพัฒนาแต่ IQ)
…เทคนิคการอ่านหนังสือยังไงน่ะให้จำง่ายๆ…
ข้อที่ 1. น้องๆต้องใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก่อนเลยล่ะ ดูซิ!!!ว่าวิชาไหนน่ะที่เราต้องสอบเป็นอันดับแรกๆ หยิบวิชานั้นขึ้นมาก่อนเลย เตรียมไว้นะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาที่จะสอบ ชีท เอกสารต่างๆ หรือแนวข้อสอบ(อันนี้สำคัญนะค่ะ หาให้เจอล่ะ) ค้นเลยๆ ทุกวิชานะค่ะ
ข้อที่ 2.แยกหมวดหมู่แต่ละวิชา ก่อน-หลัง แล้วหาที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยล่ะ
ข้อที่ 3.เตรียม ดินสอ/ปากกา สมุด และปากกาเน้นข้อความไว้ด้วยนะ
ข้อที่ 5.เริ่มอ่านวิชาที่จะต้องสอบก่อนเป็นวิชาแรกเลยค่ะ ตรงนี้แหละสำคัญมาก น้องๆอย่าอ่านๆๆๆๆๆแล้วก็อ่านเพื่อให้จบ แบบผ่านๆนะค่ะ ต่อให้น้องๆอ่านสัก 10 รอบแล้วบอกคนอื่นๆว่า “ก็เค้าอ่านเป็นสิบๆรอบแล้วอ่ะ แต่ทำไมทำข้อสอบไม่ได้เลยน่ะ?” อ่ะๆๆๆ!!! อ่านสัก 100 รอบก็ไม่ช่วยอะไรหรอกเจ้าค่ะ อ่านแล้วต้องทำความเข้าใจไปด้วย ตรงไหนที่คิดว่าสำคัญๆ น้องๆก็เน้นตรงจุดนั้นไว้ อาจจะใช้วิธีการจดบันทึกไว้ หรือ เน้นข้อความด้วยปากกาสีต่างๆก็ได้ค่ะ เพื่อว่าจะได้กลับมาอ่านอีกครั้ง
ข้อที่ 6.นั้นงัยๆๆๆพี่บอกไปตะกี้เองนะค่ะว่าอย่าอ่านแบบผ่านๆ ดูสิ!!!น้องๆลองกลับไปอ่านข้อ 3 ใหม่สิค่ะ แล้วดูซิว่าที่ต่อจากข้อ 3 นะเป็นข้อที่เท่าไหร่ ข้อที่ 4หายไปๆๆๆๆ ส่วนน้องๆคนไหนสังเกตเห็นก่อนที่พี่เฉลย น้องก็ไม่มีปัญหาในเรื่องของการอ่านหนังสือแล้วละค่ะ เก่งมากๆเลย ส่วนน้องๆคนไหนที่ไม่ทันได้สังเกต ก็เอาจุดนี้เนี่ยแหละค่ะไปลองปรับใช้กับการอ่านหนังสือดูตามที่พี่บอกไว้ในข้อที่ 5 นะค่ะ
ข้อที่ 7.อ่ะ ต่อๆๆ การไม่ปล่อยให้ท้องว่างก็เป็นสิ่งสำคัญนะค่ะ ถ้าน้องๆอ่านๆๆๆหนังสืออย่างเดียวจนลืมทานข้าวแล้วละก็ นอกจากน้องๆ จะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องแล้ว อาจจะทำให้ป่วย และทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ด้วยนะจ๊ะ สำคัญเลย ต้องหาอะไรทานเมื่อท้องว่างด้วยน้า…อย่าทรมาณตัวเองละ
ข้อที่ 8.ในการอ่านหนังสือ น้องๆควรเลือกเวลาที่รู้สึกว่าสมองเราพร้อมจะทำงานด้วยนะจ๊ะ แล้วเมื่อน้องๆรู้สึกว่าเริ่มอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ อ่านนานมากไปทำให้ปวดตา ปวดหัว ให้น้องๆพักก่อน อาจจะหาอย่างอื่นทำ เช่นพักสายตาโดยการหาเพลงเพราะๆฟัง(อ่ะๆๆๆเลือเพลงที่ฟังแล้วจรรโลงใจด้วยละ ถ้าฟังเพลงที่หนักไป อาจทำให้ยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิม ไม่รู้ด้วยนะเจ้าค่ะ) จะดูทีวี เล่นเกม หรือกิจกรรมอื่นๆที่ทำแล้วผ่อนคลายก็หามาลองทำกันดูนะเจ้าค่ะ แต่ๆๆๆๆแล้วก็แต่…อย่าพักจนเพลินละ เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายผ่อนคลายเพียงพอแล้วก็กลับเข้าสู่โหมดการอ่านหนังสือต่อเลยยย (เอาน่าๆทนเอาหน่อยนะเจ้าค่ะ สอบไม่ได้มีมาบ่อยๆ ตั้งใจให้สุดๆไปเลย)
ข้อที่ 9.นั้นแน่ๆ พี่รู้นะว่าน้องๆเริ่มใส่ใจในรายละเอียดในการอ่านกันบ้างแล้ว คงคิดใช่มั้ยละ ว่าพี่จะแกล้งทำให้ข้อไหนหายไปอีกน่ะ!!! ดีแล้วค่ะถ้าน้องๆคิดแบบนี้นะ เป็นการฝึกตัวเองไปด้วย ให้เป็นคนรอบคอบ ดีค่ะๆ อ่ะต่อๆ
ข้อที่ 10.อ้า….อ่านไม่ทันแล้วอ่ะ!!!ทำไงดีๆ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนๆคนอื่นๆเกือบทุกคนละค่ะ ที่สำคัญเลย อย่าตื่นเต้นจนรนล่ะ ตั้งสตินะค่ะตรงนี้สำคัญมากๆเลย ให้น้องๆหยุดอ่านหนังสือต่อสักพักนึง แล้วดูซิว่า…พรุ่งนี้เราสอบวิชาอะไรบ้าง แล้วหยิบวิชาที่สอบเป็นวิชาแรกมาอ่านทบทวนก่อนเลย แล้วก็ทบทวนวิชาอื่นๆต่อไป (ตรงถ้าคิดว่ากลัวอ่านไม่ทันรอบทบทวนให้น้องๆอ่านในส่วนที่เน้น ที่สำคัญๆเอาไว้ก่อนเลย จำได้มั้ยเอ๋ยว่าในการอ่านรอบแรกพี่ให้น้องๆจดบันทึกที่สำคัญๆไว้ที่คิดว่าน่าจะออก หรือส่วนที่มันยาก จำไม่ได้ก็นำมาอ่านก่อนเลย ตรงส่วนไหนที่น้องๆจำได้ หรือเข้าใจก็เปิดผ่านๆเลยค่ะ ตอนนี้เราต้องทำเวลาแหละน่ะ)
ข้อที่ 11.เอาละ…อ่านหนังสือสอบก็ต้องฟิสหน่อย น้องๆบางคนอาจจะอ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายทำให้การอ่านหนังสือไม่ค่อยมีปัญหาเลยก็ดีไป ส่วนน้องคนไหนเป็นคนที่อ่านหนังสือช้าก็ต้องขยันกว่าคนอื่นๆหน่อยแล้ว อาจจะทำให้อ่านหนังสือไม่ทัน ทำให้ต้องนอนดึกหน่อย ก็อย่าลืมดูแลตัวเองนะค่ะ หานมอุ่นๆหรือของว่างทานสักนิดนึง ใส่ใจในสุขภาพหน่อยนะค่ะ เพราะเดี๋ยวน้องๆอาจป่วยได้ แล้วเป็นงัยน่ะ ไปสอบไม่ได้ แย่เลยน่ะเจ้าค่ะ สำคัญเลย ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันแล้วจริงๆ แต่ร่างกายเราไม่ไหวแล้ว อย่าฝืนนะค่ะ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น รีบเตรียมตัวเข้านอนกันดีกว่าค่ะ ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่น แถมถ้าเราตื่นเร็ว ก็จะมีเวลาอีกนิดในการทบทวนก่อนเข้าห้องสอบนะค่ะน้องๆ
ความรู้สึกเป็นความรู้สึกพิเศษที่เกิดขึ้นธรรมชาติต่อใครสักคน ทำให้เรารู้สึกอยากสนิทสนมอยากอยู่ใกล้และอยากสัมผัส
เมื่อคน 2 คน เข้าใจเปิดใจพูดคุยยอมรับความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง ความสุขรักจึงเกิดขึ้น
“เซ็กส์เป็นเพียงส่วนหนึ่ง”ของความรักเท่านั้น เพราะความรักอาจแนบแน่นได้ ด้วยกิจกรรมอื่นๆร่วมกัน นอกเหนือจากการมีเซ็กส์
ความรัก
ความรัก เป็นอารมณ์และการตอบสนองที่เกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ การเรียนรู้จากความรักมักเริ่มจาก ความรักในลักษณะพึงพา (Anaclitic Love) ซึ่งไม่ได้พื้นฐานมาจากความต้องการทางเพศ แต่เป็นความรักที่ประกอบไปด้วยเหตุผล ความเอื้ออาทร และปรารถนาดีต่อกัน จากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยหญิงชายหนุ่มสาว ก็จะได้เรียนรู้ถึงความรักของชู้สาว (Romantic Love) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความต้องการทางเพศอันเป็นผลมาจากอิทธิพลของโฮโมนเพศ
หญิงชาย ที่มีความรักและมีเป้าหมายเพื่อร่วมทางแห่งชีวิตสมรสด้วยกันจึงต้องมีความ รักทั้งสองประเภทประกอบกัน หากมีเพียงความรักที่เกิดจากความต้องการทางร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ตามคือความล้มเหลวในชีวิตรัก เพราะเมื่อร่างกายของคู่รักเปลี่ยนแปลงไปความเบื่อหน่ายก็จะเกิดขึ้น และจบลงด้วยการแสวงหาคนใหม่เพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป สิ่งที่ต้องระมัดระวังอีก ประการ หนึ่งคือ ต้องแยกให้ออกระหว่างความรักกับความพึงพอใจซึ่งทั้งสองสิ่งอาจมีความคล้าย คลึงกันจนยากที่จะแยกให้เห็นความแตกต่าง โดยเฉพาะในกรณีวัยรุ่นที่ไม่มีประสบการณ์
ความพึงพอใจ เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นจากความรู้สึกสนใจอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ จนเกิดความพึงพอใจและลุ่มหลง แต่ความพึงพอใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ยากและไม่ยั่งยืน มักเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป
ความรัก มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวคนที่ตนรัก แต่ความพึงพอใจมีศูนย์อยู่ที่ความต้องการของตนเอง แม้ความ พึงพอใจจะสามารถพัฒนาไปสู่ความรักก็ตาม แต่เราก็ควรตระหนักและรู้เท่าทันความรู้สึกของเราว่ากำลังเกิดความรักหรือ ความพึงพอใจ
หนุ่มสาวเมื่อรักกัน
หนุ่มสาวเมื่อรักกันก็อยากอยู่ใกล้กัน ความใกล้ชิดและการอยู่ด้วยกันลำพังสองต่อสองในที่ลับตาคนอาจนำไปสู่การมีเพศ สัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ เพราะผู้ชายมักจะคิดไว้แล้ว โดยที่ผู้หญิงมักจะเคลิบเคลิ้มตามได้หากคิดจะมีเพศสัมพันธ์ให้ลองทบทวนว่า
เราทั้งสองคนพร้อมที่จะมีอะไรกันหรือยัง
เราสามารถที่จะรับผิดชอบทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ แน่ใจหรือเปล่า
พ่อแม่ที่สองฝ่ายยอมรับเรื่องแบบนี้ได้หรือเปล่า
ผู้หญิง…..หากคิดว่าไม่พร้อมถ้าจะมีอะไรก่อนแต่งงาน ควรพูดให้ผู้ชายเข้าใจก่อนจะเคลิบเคลิ้มตามไป
ผู้ชาย…..ควรรับฟังและใส่ใจความรู้สึกของคนรักไม่ควรคิดเอาแต่ฝ่ายเดียว
นิยามความรักของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ความรักไม่ต้องการแค่วันเดียวความรักไม่เกี่ยวกับวันไหน
ความรักไม่ต้องมีเวลาใด ความรักไม่ต้องการให้ใครชี้
ความรักไม่ต้องมีข้อวิจารณ์ ความรักไม่ต้องการกดขี่
ความรักไม่ต้องการให้ใครตราตี ความรักไม่ต้องมีเส้นพรมแดน
ความรักไม่ต้องรอข้อพิสูจน์ ความรักไม่ต้องมีเส้นพรหมแดน
ความรักไม่ต้องการตอบแทน ความรักไม่ต้องแค่นหัวใจคน
ความรักไม่ต้องการการเป็นต่อ ความรักไม่ต้องรอขอเหตุผล
ความรักไม่ต้องต้องย้ำความมีจน ความรักไม่ต้องทนที่จะรัก
สรุป ความรักเป็นอะไรที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ซึ่งจะตรงความรักของวัยรุ่นมาก แต่เมื่อเติบโตขึ้น เมื่อวันเวลาผ่านไปนานขึ้นเราก็จะรู้ว่าความรักที่ยั่งยืนนั้นต้องมีทั้งอารมณ์และเหตุผล มิใช่อารมณ์แต่อย่างเดียว
นายแพทย์ สุกมล วิภาวีพลกุล
เรื่องความรักเป็นเรื่องสวยงาม เป็นสิ่งที่เราสามารถออกแบบให้เป็นความรักที่ดีได้ โดยเฉพาะรักแรก ที่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แต่เป็นบทพิสูจน์การเรียนรู้จักตนเองเพื่อจะค้นหาวิถีแห่งรักที่แท้จริง สำหรับตนเอง ได้ให้แง่คิด ในการมีความรักสำหรับวัยรุ่นว่า ต้องรู้จักรักให้เป็น ความรักมีอยู่ 4 ระดับ คือ
1. ‘รักใคร่ใฝ่กามา’ นั่นคือ ความรักของคนทั่วๆ ไปที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
2. ‘รักหวังวิวาห์มาคู่กัน’ ความรักประเภทนี้ เป็นความรักในวัยรุ่น คิดว่าความรักสำคัญมาก จะมีการหึงหวงตามมา
3. ‘รักปันแบ่งความสุข’ แต่เมื่อพ้นวัยนี้ เราจะรู้จักรักที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ และความห่วงใย คือ ‘รักปันแบ่งความสุข’ และ
4. ‘รักยอมทุกข์ เพื่อสุขเธอ’ เป็น ความรักที่สูงสุด คือ ความรักของพ่อและแม่ ‘รักยอมทุกข์ เพื่อสุขเธอ’ ซึ่งพ่อแม่ชาวไทย มักจะไม่ค่อยพูดหรือแสดงความรักกับลูก ทั้งที่แท้จริงแล้วรักลูกมาก
ความจริงสำหรับวัยใสที่อยากค้นหาความรักว่าเป็นอย่างไร น่าจะได้รู้ว่าความรักมีขั้นตอน เรียนรู้จักความรักตาม step ไม่ลัดขั้นตอนรัก จะได้รู้ว่ารักแท้เป็นอย่างไร
Step แรก : มิตรภาพ
การเรียนรู้เรื่องความรัก ความเข้าใจระหว่างความรู้สึกชาย-หญิง การรู้จักธรรมชาติของกันและกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์ ช่วงวัยรุ่นตอนต้นการมีเพื่อนทั้งหญิงและชายเป็นการเรียนรู้ความสัมพันธ์ที่ แตกต่างของเพื่อนทั้งสองเพศ หลายคนเคอะเขินเวลาที่อยู่ต่อหน้าเพื่อนต่างเพศ ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงที่เขิน ผู้ชายก็เขินเหมือนกัน การเริ่มทำความรู้จักแบบกลุ่มจะลดความเขินลง เรียกว่าทำตามๆ กลุ่มไป การเริ่มเข้ากลุ่ม พูดคุย ทำกิจกรรม ทั้งในการเรียนและกิจกรรมอื่น ทำให้เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างเพศ การวางตัวเพื่อทำความรู้จักกัน การคบหากันเป็นเพื่อน อีกทั้งมิตรภาพที่ดีทำให้เวลาเกิดความไม่เข้าใจ สามารถสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจได้ง่าย เพื่อเรียนรู้และทำความรู้จักความเป็นชายความเป็นหญิง
Step 2 : ความรู้สึกพิเศษ
รู้จักกันแบบเพื่อนเป็นเวลาที่ดีของวัยของการมีเพื่อน เวลาผ่านไปหลายคนยังคิดถึงมิตรภาพเมื่อวัยเยาว์กับเพื่อนทั้งกลุ่ม แต่เมื่อมิตรภาพผ่านไปเวลาหนี่ง อาจเริ่มพบว่าในความรู้สึกแบบธรรมดาๆ ที่มีให้กับเพื่อนต่างเพศ เริ่มมีความรู้สึกที่แตกต่างกับเพื่อนหรือคนอื่นที่เป็นเพื่อนต่างเพศ จะเรียกว่าปิ๊งก็ได้ แต่ที่ควรรู้คือบางครั้งเป็นแค่อาการปลื้ม เช่น ปลื้มรุ่นพี่ ปลื้มนักกีฬาโรงเรียน ปลื้มน้องน่ารัก ปลื้มดาวโรงเรียน เก็บไปฝันถึง คิดจินตนาการไปคนเดียวบ้าง ต้องสำรวจใจให้ดีว่าเป็นอาการปลื้มหรือเริ่มรู้สึกเป็นพิเศษ
ความรู้สึกเป็นพิเศษอาจเริ่มต้นที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือใจตรงกันเริ่มรู้สึกตรงกันจากความใกล้ชิดที่มีต่อกันจนเริ่มรู้สึกว่า ความเป็นเพื่อนมีความเป็นพิเศษกว่าที่เคยเป็น ความรู้สึกพิเศษกับใครควรเป็นความรู้สึกพิเศษจริงๆ ไม่ใช่เกิดกับใครต่อใครไม่เลือก เรียกว่าเข้าใกล้ใครเป็นเกิดอาการตกหลุมรักอยู่เรื่อย ถ้าเป็นแบบนี้คงไม่เรียกว่าพิเศษ ต้องหัดควบคุมความรู้สึกให้มีความเป็นเพื่อนที่ดีกับเพศตรงข้ามมากขึ้น จนกว่าจะเจอคนที่คิดว่าใช่
Step 3 : เริ่มต้นรู้ใจกัน
เจอ คนที่พิเศษแล้ว บางคนตั้งคำถามว่าใช่รักแท้หรือไม่ อาจจะเร็วเกินไปที่จะตอบ ที่สำคัญจะสื่อสารอย่างไรให้รู้ว่าใจตรงกัน หากเราเป็นฝ่ายรู้สึกเป็นพิเศษ การเริ่มสื่อสารสามารถใช้ทั้งภาษาท่าทางและภาษาพูด แต่ภาษาท่าทางอาจจะง่ายและสะดวกใจมากกว่า เริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สนใจร่วมกัน ท่าทางเอาใจใส่ แสดงความสนใจเป็นพิเศษ มักทำให้อีกฝ่ายเริ่มรับรู้ความเป็นพิเศษ หากอีกฝ่ายมีใจให้กันจะพบว่าความรู้สึกจะสอดคล้องและต่างฝ่ายต่างสนใจซึ่ง กันและกัน
เวลาระหว่าง การเริ่มทำความรู้จัก-รู้ใจ เป็นเวลาที่ได้เรียนรู้ใกล้ชิดมากขึ้น ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร ต้องยอมรับความจริงว่า ใจอาจไม่ตรงกัน ไม่ได้แปลว่าเราแย่ ไม่น่าสนใจ แต่เรื่องความรู้สึกเป็นพิเศษเป็นเรื่องของคนสองคนที่เปิดใจให้กัน แต่กว่าจะรับได้ว่าไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง คงต้องฝึกใจให้ยอมรับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่เอาแต่อารมณ์ความต้องการของตนเอง การตอบสนองจากอีกฝ่ายเหมือนการเรียนรู้อีกขั้น จะสมหวังหรือผิดหวังก็เป็นอีกขั้นหนึ่งที่จะได้ก้าวต่อไป
Step 4 : รักก้าวหน้า
จาก จุดเริ่มต้นที่ใจตรงกัน ความรักเพิ่งเริ่มต้นเดินทาง ว่ากันว่าการหาคนรู้ใจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่ยากกว่าคือการรักษาความรู้สึกดีๆ ต่อกันให้ยืนยาว การรักษาความรักเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ ระยะเวลาที่ผ่านไปจะเกิดความใกล้ชิดสนิทสนม ยอมรับการเป็นคนรักของกันและกัน ความรู้สึกแบบแรกพบอาจลดอานุภาพลงบ้าง มีความคุ้นเคยกันมากขึ้น เหมือนคนใกล้ตัว รู้จักตัวตนกันมากขึ้น ผ่านประสบการณ์ทางอารมณ์ ทั้งชอบใจและไม่ชอบใจ เริ่มขัดแย้งทะเลาะกันไป รักกันไป
ระยะเวลาช่วงนี้ จะสั้นหรือยาวอยู่ที่การเรียนรู้จักถนอมความรัก มีความสม่ำเสมอ แสดงความรู้สึกต่อกัน ให้เวลากับความรัก สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยน ให้กำลังใจกัน จะทะเลาะกันบ้างเป็นธรรมดาของคนสองคน ต้องรู้วิธีหาข้อตกลงทำความเข้าใจกัน ส่วนจะโรแมนติคมากน้อยอยู่ที่แต่ละคู่ หัวใจสำคัญอยู่ที่ความมั่นคง จริงใจต่อกัน เห็นคุณค่าของกันและกัน อยู่ด้วยกันก็มีช่วงเวลาดีๆ ไม่ได้เจอกันรู้สึกคิดถึง รักจะก้าวหน้าต้องขึ้นอยู่กับพันธะสัญญาใจของทั้งสองฝ่ายที่จะถนอมรัก ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโลเล ความรักอาจต้องจบลงช่วงเวลาของรักก้าวหน้า เป็นช่วงเวลาการเรียนรู้จักตัวตนของอีกฝ่าย และในขณะเดียวกันสะท้อนให้รู้จักตัวเองไปด้วย หลายคนโชคดีได้เจอคนที่ใช่ ได้พบความรักที่ดี แต่บางคนอาจไม่โชคดี รักไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ต้องหันกลับมาดูว่า เราคาดหวังเกินจริงหรือว่าเจอคนที่ไม่ใช่ ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังกับความรัก เราต้องมีสติกับความรักเสมอ จำไว้ว่าชีวิตไม่ได้จบเพราะอกหัก
ส่วนเรื่องเซ็กส์ อาจเป็นเพียงการสื่อสารความรักอีกวิธี ที่ไม่ควรใช้ก่อนหน้าจะถึงขั้นของรักก้าวหน้าเป็นอันขาด เพราะการสื่อสารด้วยเซ็กส์เป็นการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวมาก ถ้าใช้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคนถึงจะเป็นประโยชน์กับการสื่อสารรัก และที่สำคัญเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ทั้งชีวิตของตัวเองและชีวิตของอีกคน ควรตัดสินใจให้ดีที่สุด
Step 5 : รักจริงหวังแต่ง
เป็น ขั้นของความรักที่ก้าวหน้าต่อไป เป็นความรู้สึกที่เข้าใจกัน ความยอมรับอีกฝ่ายอย่างที่เขาเป็น เกิดเป็นความผูกพันที่แน่นแฟ้นขึ้น เรียกได้ว่าความรักมั่นคง รอเวลาที่มีความพร้อมพอที่จะรับผิดชอบชีวิตของกันและกัน หลายคู่เดินทางมาถึงเวลาที่ตัดสินใจว่าอยากมีอนาคตร่วมกัน ส่วนจะต้องมีพิธีแต่งงานกันอย่างไรเป็นเรื่องของสังคมวัฒนธรรมที่เลือกให้พอ เหมาะกับตนเอง ความรักที่จะเดินต่อจากนี้ไปคงไม่ได้อยู่ที่พิธีแต่งงาน แต่อยู่ที่สัญญาใจที่มีต่อกันว่าจะรักษาสัญญาอีกนานเท่าไหร่ จะยอมรับชีวิตคู่ที่ต้องเสียสละ รับผิดชอบ และเติมความรักให้กันได้ขนาดไหน ถ้าประคองความรัก ดูแลกันและกันไปได้ตลอด ก็จะเป็นความรักที่ตลอดรอดฝั่ง
ขี้เกียจหรือเกียจคร้าน เป็นหนึ่งในอบายมุข ๖ อบายมุขแปลว่า “ทางเสื่อม” ครับ การแก้ขี้เกียจต้องเริ่มที่อิทธิบาท ๔ ต้องสร้างเสริมกำลังอิทธิบาท ๔ ให้งอกงามขึ้นในใจให้ได้ และต้องทำด้วยตนเองครับ ไม่สามารถซื้อหาได้หรือให้คนอื่นสร้างให้ได้ เมื่อพ้นจากความเกียจคร้านได้ ก็จะพ้นความเสื่อมข้อนี้ได้ในฉับพลันทันที ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าครับ
ขยายความอิทธิบาท ๔ ได้แก่
๑. ฉันทะ (ความพอใจที่จะทำกิจการงาน)
๒. วิริยะ (ความเพียรหรือขยันที่จะทำงาน)
๓. จิตตะ (ความเอาใส่ใส่ที่จะทำงานให้สำเร็จ)
๔. วิมังสา (การประเมินผลงานที่ทำแล้ว)
ขยายความอบายมุข ๖ (ทางเสื่อม ๖ อย่าง)
๑. คบคนชั่วเป็นมิตร
๒. เกียจคร้าน
๓. เที่ยวกลางคืน
๔. เที่ยวตะลอนไม่มีแก่นสาร
๕. เล่นการพนัน
๖. ดื่มน้ำเมาพี้ยาเสพติด
กิเลส มี ๑๐ ประการ คือ
๑. โลภกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะยินดีชอบใจในอารมณ์ ๖
๒. โทสกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ชอบใจในอารมณ์ ๖
๓. โมหกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้สึกตัว ปราศจากสติสัมปชัญญะ
๔. มานกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความทนงตนถือตัว
๕. ทิฏฐิกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความเห็นผิดจากเหตุผลตาม ความเป็นจริง องค์ธรรม
๖. วิจิกิจฉากิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความสงสัยลังเลใจใน พระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น
๗. ถีนกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะหดหู่ท้อถอยจากความเพียร
๘. อุทธัจจกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะเกิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ องค์ธรรมได้แก่
๙. อหิริกกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ละอายในการกระทำบาป
๑๐. อโนตตัปปกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่เกรงกลัวผลของการ กระทำบาป
อากาศหนาว กับหนุ่มผมยาว
ฮะฮ้า
เรา ต้องรู้ จัก ให้ อภัย ตัวเอง
ไม่ว่าเรา จะทำผิด กี่ครั้ง ก็ ต้องรู้จัก ยกโทษ ให้ ตัวเอง
ไม่งั้น ใครจะ ให้ อภัยเรา
^____^
วั น ห นึ่ ง ก็ ถึ ง เว ล า ที่ ฉัน ไม่ ต้ อ ง ขึ้ น- ล่ อ ง แบ บ เ ก่า อีก ชี วิ ต ค น เร า มี ” วั น ห นึ่ ง” เ ส ม อ วัน ห นึ่ ง ที่ เ ป็ นก า ร เ ริ่ ม ต้ น แ ละ วั น ห นึ่ ง ที่ เ ป็น ก าร สิ้ น สุ ด ร ะ ย ะห่ า ง มี ค ว า ม จำ เป็ น กั บ สิ่ ง มี ชี วิ ต ทุ ก ช นิ ด ใ ก ล้ กั น มา ก เ กิ น ไ ป ก็ ไ ม่ ดี เ พ ร า ะ ค วา ม ใ ก ล้อ า จ นำม า ซึ่ ง ค วา ม รู้ สึ กไ ม่ ป ลอ ด ภัย แ อ็ด ลิ บ ( AD L I B) ม า จ าก ภา ษ า อิต า เ ลี่ ยน แ ล ะ มีชื่ อ เ ต็ม ๆ คื อ A d l i b t iu m แป ล ว่ า “อย่า ง อิ สร ะ “ มี ค น บ อก ว่ า เ กิ ดม า แ ล้ ว ต้ อง ใช้ ชี วิ ต ใ ห้เ ป็ น แ ต่ หล า ย ค นคง ไ ม่ รู้จ ะ ใช้ อ ย่ าง ไ ร. . . ชีวิ ต นี้ ใ ช้ ยา กเ ห ลื อเ กิ น ชี วิ ต ค น เ รา เ ป็น แ บ บ นี้ แ ห ล ะ ไ ม่ รู้ จ ะ ผ่ า น กั บ ดัก ห รื อ ขว า ก หน า ม ไ ด้อ ย่ า ง ไ ร แ ต่ก็ ผ่ านม าได้ค รั้ ง แ ล้ ว ค รั้ง เ ล่ า
อ าก า ศ ร้อ น ทำ ใ ห้ จิ นต น า ก า ร แ ล ะ ค วา ม ฝั น ของ ฉั น ล ด น้อ ย ล ง – ค วา ม ฝั น แล ะ จิ น ต น า ก า ร ฉั น ต้ อ งก า ร อุ ณห ภู มิ ที่ พ อ เ หม า ะ ใ น ก า ร ง อ ก งา ม
คว า ม พิ เ ศ ษ ข อ ง ไ ด อ า รี่ ก็ คื อ ฉั นไ ม่ พู ด ป ด กั บ ไ ดอ า รี่ แ ล ะบ า ง คว า ม ลั บที่ บอ ก ใ คร ไ ม่ ไ ด้ ก็ บ อ ก กั บ ได อ า รี่ นั่ น แ หล ะ . . . มั น เ ป็น ค ว า ม ไ ว้ ว า ง ใ จที่ ห า ไ ด้ ย า ก ใ น ห มู่ ม นุ ษ ย์ด้ ว ย กั น
ค น เ ร า ต้อ ง เ ค ยผ่ า นวัย – ผ่ า นวั น น้ำ เ น่า ม าแ ล้ ว ทั้ งนั้ น วัย – วั นที่ เ รา ช้ าแ ล ะ ไม่ เ ท่ าทั น ชีวิ ต ใค ร ยั ง ไ ม่ เ คย รู้ ว่ า ชีวิ ต ค น เร า ถือ เ ป็น สิ่ งม หั ศ จร ร ย์ช นิ ด หนึ่ ง ก็น่ าจ ะ รั บ รู้ ไ ว้ด้ ว ย. . .
One day,I woke up just to realize.
That there is no more sunshine.
And no more love in the sky…
Tried and tried to let go of what was mine,
Love that I thought was so fine.
Keeps holding my heart,won’t let go…
* One kiss for goodbye. One touch for the last time.
Just one more chance to be in your life…
So deep,our love lies. Bring tears to my eyes,
To realize we’re not meant for each other…
You walk right into reality.
While my heart’s still wild and free.
Dreaming of love that’s not mine…
And now, we both chose our own lives.
Following our own Moonlight.
My heart still denies to let go…
ความคิด-เป็น-ตัวก่อเกิด-ตัวกำหนด-การกระท-การแสดงออก-ของ-คนเรา
ความเชื่อ-ก็เป็น-ตัวสนับสนุน-ให้ลงมือ-ทำ-ตามที่-เชื่อมั่น-มั่นใจ
สิ่ง-ที่มี-ค่า-ที่สุด-ในชีวิต-เวลา
เป็น-มิติ-ซับซ้อน
อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
อยู่-ที่ปัจจุบัน-ตรงนี้-มีใคร-อยู่-ที่อดีต-อนาคต-หรือเปล่า
โอกาส-มองเห็น-มีมั๊ย
สายตา-มี-ความสามารถ-เพียง-เท่านี้-เอง
มนุษย์-ธรรมดา-ที่ยัง -ไม่เข้าใจ-อะไร-อีกหลาย-สิ่ง
กระต่ายน้อยกับเงาจันทร์

มีนิทานปรัมปราเรื่องหนึ่ง
เกี่ยวกับกระต่ายน้อยที่หลงรักพระจันทร์
ในสมัยโบราณ
พระจันทร์ไม่ได้มีสีเหลืองอ่อนและอยู่ห่างไกลจากโลกอย่างเช่นทุกวันนี้
แต่พระจันทร์มีสีชมพูอ่อนๆและแสงของพระจันทร์ก็ช่วยบรรเทาความเหน็บหนาวในเวลาค่ำคืน
สัตว์น้อยใหญ่มักชอบมาอาบแสงจันทร์และพูดคุยกับพระจันทร์
มันเป็นช่วงเวลาของอดีตกาลที่แสนสงบสุข
มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง
เธอหลงรักพระจันทร์
แต่เธอไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปใกล้พระจันทร์
เธอกลัวว่าพระจันทร์จะไม่ชอบเธอ
กระต่ายน้อยแอบมองพระจันทร์พูดคุยกับสัตว์อื่นๆทุกคืน ทุกคืน
เธออิจฉาสัตว์เหล่านั้นที่ได้ใกล้ชิดพระจันทร์ที่แสนสวย
อีกทั้งได้รับความอบอุ่นจากพระจันทร์
กระต่ายน้อยแอบอิจฉาในใจ
ไม่อยากให้ใครได้พูดคุยกับพระจันทร์
ไม่อยากให้ใครได้รับแสงสีชมพูอ่อนๆที่แสนจะอบอุ่นจากพระจันทร์
เธอจึงวางแผน
ในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์สาดแสง
พระจันทร์ออกท่องเที่ยวไปยังดินแดนส่วนอื่นของโลก
กระต่ายน้อยออกไปบอกสัตว์น้อยใหญ่ในป่า
ว่าคืนนี้จะมีอุกกาบาตนับพัน
ตกลงมาจากฟากฟ้า
ขอให้พี่น้องสัตว์ป่าหลบภัยยังสถานที่ปลอดภัย
อย่าได้ออกมาข้างนอกในคืนนี้
ราตรีล่วงเข้ามา
ไม่มีสัตว์ใดๆเลยออกมารับแสงจันทร์ในคืนนี้
พระจันทร์แปลกใจมาก
ได้แต่เรียกหาสัตว์ต่างๆที่คุ้นเคย
แต่กลับปรากฏร่างของกระต่ายตัวเล็กๆที่ไม่คุ้นตา
“สวัสดีกระต่ายน้อย”
“สวัสดีค่ะคุณพระจันทร์”
“เธอรู้ไหมว่าสัตว์ทั้งหลายไปไหน”
“สัตว์ทั้งหลายให้ข้าเป็นตัวแทนมาบอกท่านว่าพวกเขาเบื่อท่านแล้ว ไม่ชอบท่านแล้ว”
“จริงหรือ?”
“แต่ข้ารักท่านนะ ท่านพระจันทร์ที่แสนสวยงาม ข้ารักแสงสีชมพูอ่อนๆที่แสนอบอุ่นของท่าน แม้ว่าคนอื่นๆจะไม่รักท่านก็ตาม”
“กระต่ายน้อยอย่าปลอบใจข้าเลย”
“ข้ารักท่าน ขอติดตามท่านไปได้หรือไม่”
“กระต่ายน้อย เจ้าคงไม่ได้รักข้าหรอก ข้าเป็นแค่วัตถุกลมโตที่ส่องแสงแห่งความอบอุ่นเท่านั้น ข้าไม่ได้พิเศษอะไรเลย และมาตอนนี้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่ต้องการข้า ไม่อยากพูดคุยกับข้าแล้ว ข้าเสียใจเหลือเกิน”
“…..แต่ข้าต้องการท่านน..”
ก่อนสิ้นเสียงของกระต่ายน้อย
พระจันทร์ที่แสนเสียใจ ที่ทุกคนทิ้งเธอไป
ค่อยๆหรี่แสงลงไป
แล้วแสงของเธอค่อยๆซีดลง ซีดลง
พร้อมกันนั้นร่างของเธอค่อยๆลอยขึ้น
หระจันทร์ไม่ทันได้ฟังแม้แต่คำรำพันของกระต่ายน้อย
เธอค่อยๆลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า
โดยมีมวลหมู่เมฆที่อยู่เบื้องบนค่อยๆโอบรับพระจันทร์เอาไว้
“ท่านพระจันทร์ ข้าขอโทษ”
แต่มันสายไปแล้วล่ะ กระต่ายน้อย
ตั้งแต่นั้นมาทุกค่ำคืน กระต่ายน้อยได้แต่นั่งริมลำธาร
เฝ้ามองเงาของตัวเองเคียงคู่พระจันทร์
เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง
พระจันทร์จะกลับลงมาหาเธอ
ซักวันหนึ่ง พระจันทร์จะกลับมาอยู่ใกล้ๆเธอ
ซักวันหนึ่ง เธอจะได้รับแสงสีชมพูอ่อนๆที่แสนอบอุ่น
เธอนั่งเฝ้ามองเงาบนผืนน้ำนั้น
พร้อมกับเงาที่สะท้อนหยดน้ำตาในนัยน์ตาเธอ
นานเนิ่นนาน..
คนบางคนเกิดมาเพื่อให้เรารัก
แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อรักเรา
บางทีเราก็ใช้คำว่ารักเป็นข้ออ้างในการแสดงความเห็นแก่ตัว