ขี้เกียจหรือเกียจคร้าน เป็นหนึ่งในอบายมุข ๖ อบายมุขแปลว่า “ทางเสื่อม” ครับ การแก้ขี้เกียจต้องเริ่มที่อิทธิบาท ๔ ต้องสร้างเสริมกำลังอิทธิบาท ๔ ให้งอกงามขึ้นในใจให้ได้ และต้องทำด้วยตนเองครับ ไม่สามารถซื้อหาได้หรือให้คนอื่นสร้างให้ได้ เมื่อพ้นจากความเกียจคร้านได้ ก็จะพ้นความเสื่อมข้อนี้ได้ในฉับพลันทันที ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าครับ
ขยายความอิทธิบาท ๔ ได้แก่
๑. ฉันทะ (ความพอใจที่จะทำกิจการงาน)
๒. วิริยะ (ความเพียรหรือขยันที่จะทำงาน)
๓. จิตตะ (ความเอาใส่ใส่ที่จะทำงานให้สำเร็จ)
๔. วิมังสา (การประเมินผลงานที่ทำแล้ว)
ขยายความอบายมุข ๖ (ทางเสื่อม ๖ อย่าง)
๑. คบคนชั่วเป็นมิตร
๒. เกียจคร้าน
๓. เที่ยวกลางคืน
๔. เที่ยวตะลอนไม่มีแก่นสาร
๕. เล่นการพนัน
๖. ดื่มน้ำเมาพี้ยาเสพติด
กิเลส มี ๑๐ ประการ คือ
๑. โลภกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะยินดีชอบใจในอารมณ์ ๖
๒. โทสกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ชอบใจในอารมณ์ ๖
๓. โมหกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้สึกตัว ปราศจากสติสัมปชัญญะ
๔. มานกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความทนงตนถือตัว
๕. ทิฏฐิกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความเห็นผิดจากเหตุผลตาม ความเป็นจริง องค์ธรรม
๖. วิจิกิจฉากิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความสงสัยลังเลใจใน พระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น
๗. ถีนกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะหดหู่ท้อถอยจากความเพียร
๘. อุทธัจจกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะเกิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ องค์ธรรมได้แก่
๙. อหิริกกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ละอายในการกระทำบาป
๑๐. อโนตตัปปกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่เกรงกลัวผลของการ กระทำบาป